ความแตกต่างระหว่างกระเบื้องเซรามิก แกรนิตโต้ และกระเบื้องหินธรรมชาติในการกันความร้อน
การเลือกวัสดุปูพื้นมีผลโดยตรงต่อความเย็น–ความร้อนในบ้าน เพราะวัสดุแต่ละประเภทมีคุณสมบัติการนำความร้อน การเก็บสะสมความร้อน และการคายความร้อนต่างกัน หากเลือกผิดประเภทอาจทำให้บ้านร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบ้านในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี
บทความนี้จะอธิบาย ความแตกต่างของกระเบื้อง 3 ประเภทที่คนนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่
-
กระเบื้องเซรามิก
-
กระเบื้องแกรนิตโต้
-
กระเบื้องหินธรรมชาติ
ว่าแต่ละแบบมีคุณสมบัติในการกันความร้อนต่างกันอย่างไร เหมาะกับพื้นที่ไหน และควรเลือกใช้แบบใดเพื่อให้บ้านเย็นที่สุด
1) กระเบื้องเซรามิก (Ceramic Tile)
กระเบื้องเซรามิกทำจากดินเผา เคลือบผิวด้านบน มีหลายขนาดและสีสัน ราคาค่อนข้างประหยัดและติดตั้งง่าย
คุณสมบัติด้านความร้อนของกระเบื้องเซรามิก
✔ ข้อดี
-
ไม่เก็บความร้อนมาก เพราะเนื้อกระเบื้องมีความพรุนเล็กน้อย ช่วยลดการนำความร้อนลงพื้น
-
ระบายความร้อนได้ดี เมื่อความร้อนผ่านเข้ามาจะคายออกเร็ว ทำให้ห้องกลับมาเย็นเร็วขึ้น
-
พื้นสัมผัสเย็นเท้า เมื่ออยู่ในห้องเปิดแอร์หรืออยู่ในที่ร่ม
-
เหมาะสำหรับบ้านในประเทศไทยที่อากาศร้อน
✘ ข้อจำกัด
-
ถ้าโดนแดดจัดนาน ๆ ผิวกระเบื้องด้านบนอาจร้อน แต่เย็นลงเร็วกว่าแกรนิตโต้
-
ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น โรงรถ
เหมาะกับพื้นที่
-
ห้องนั่งเล่น
-
ห้องครัว
-
ห้องนอน
-
ระเบียงที่มีแดดไม่แรง
2) กระเบื้องแกรนิตโต้ (Granito / Porcelain Tile)
แกรนิตโต้เป็นกระเบื้องเนื้อแกร่ง ทำจากดินละเอียดที่อัดแรงสูงและเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าเซรามิก ทำให้เนื้อแน่นและแข็งแรงมาก
คุณสมบัติด้านความร้อนของกระเบื้องแกรนิตโต้
✔ ข้อดี
-
ทนทานกว่าเซรามิก
-
เนื้อแน่น จึงนำความร้อนเร็ว แต่คายช้า ทำให้พื้นดูกักความร้อนเอาไว้
-
ทนแดด ทนความชื้น ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก
✘ ข้อจำกัด
-
นำความร้อนมากกว่าเซรามิก
เมื่อโดนแดดส่องหรืออากาศร้อน พื้นจะดูดความร้อนเข้าไปและคงความร้อนไว้นานกว่า -
ถ้าติดตั้งในห้องที่โดนแดดแรง อาจทำให้ห้องร้อนขึ้น
-
พื้นผิวแบบเงา (Polished) เก็บความร้อนมากกว่าพื้นด้าน (Matt)
เหมาะกับพื้นที่
-
ห้องที่เปิดแอร์บ่อย (เพราะพื้นจะแข็งแรงและเย็นเร็วหลังแอร์ทำงาน)
-
พื้นที่ใช้งานหนัก เช่น โถงทางเดิน ห้องครัว
-
ไม่แนะนำสำหรับพื้นที่ที่โดนแดดจัดทั้งวัน เช่น ดาดฟ้า หรือโรงรถกลางแจ้ง
3) กระเบื้องหินธรรมชาติ (Natural Stone Tile)
วัสดุธรรมชาติ เช่น หินอ่อน หินแกรนิต หินทราย หินชนวน ให้ความสวยงามและหรูหรา แต่มีคุณสมบัติด้านความร้อนแตกต่างกันมาก
คุณสมบัติด้านความร้อนของกระเบื้องหินธรรมชาติ
✔ ข้อดี (ในบางชนิด)
-
หินทราย หรือหินชนวน
→ นำความร้อนน้อยกว่า ช่วยให้พื้นไม่ร้อนมาก -
ให้ผิวสัมผัสเย็นแบบธรรมชาติ (บางชนิด เช่น หินอ่อน)
-
ทนทาน แข็งแรง และเหมาะกับบ้านพรีเมียม
✘ ข้อจำกัด
-
หินอ่อน และหินแกรนิต
→ มีค่าการนำความร้อนสูง นั่นหมายถึงกักเก็บความร้อนเก่ง โดยเฉพาะหินแกรนิตที่ความหนาแน่นสูง -
ราคาแพงและต้องดูแลมากกว่า
-
อาจลื่นหากเลือกแบบผิวเงา
-
หินอ่อนมีโอกาสเป็นรอยด่างหรือเปลี่ยนสีเมื่อโดนแดด
เหมาะกับพื้นที่
-
หินอ่อน: ห้องโถง ห้องรับแขก (ที่ไม่โดนแดดจัด)
-
หินแกรนิต: พื้นภายนอก พื้นรับน้ำหนัก
-
หินทราย / หินชนวน: ลานนั่งเล่น, ระเบียง, ทางเดินกลางแจ้งที่ต้องการลดความร้อน
สรุปเปรียบเทียบการกันความร้อน
| ประเภทกระเบื้อง | การกันความร้อน | การกักเก็บความร้อน | ความเหมาะสมกับบ้านร้อน |
|---|---|---|---|
| เซรามิก | ดี | กักความร้อนน้อย | เหมาะที่สุดสำหรับบ้านร้อน |
| แกรนิตโต้ | ปานกลาง | กักความร้อนมากกว่าเซรามิก | ดี ถ้าไม่โดนแดดจัด |
| หินธรรมชาติ | แตกต่างตามชนิด | หินอ่อน–หินแกรนิตเก็บความร้อนมาก | หินทราย/หินชนวนเหมาะกว่า |
เลือกแบบไหนดีเพื่อให้บ้านไม่ร้อน?
✔ ถ้าต้องการ “บ้านเย็นอยู่สบาย”
เลือก กระเบื้องเซรามิก สีอ่อน ผิวด้าน ไม่สะท้อนความร้อน
→ เหมาะที่สุดสำหรับบ้านทั่วไป
✔ ถ้าต้องการความแข็งแรง + บ้านเปิดแอร์บ่อย
เลือก แกรนิตโต้ผิวด้าน (Matt) สีอ่อน ช่วยลดการกักความร้อน
✔ ถ้าต้องการดีไซน์สวยแบบธรรมชาติ
เลือก หินทรายหรือหินชนวน ไม่เก็บความร้อนมากเหมือนหินอ่อน
✔ หลีกเลี่ยง
-
หินแกรนิตสีเข้ม
-
แกรนิตโต้เงาสีเข้ม
เพราะดูดความร้อน และปล่อยช้า ทำให้ห้องร้อนนาน
บทสรุป
วัสดุปูพื้นมีผลต่ออุณหภูมิในบ้านอย่างแท้จริง การเลือกกระเบื้องที่ช่วยลดการสะสมความร้อนสามารถทำให้บ้านเย็นขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแอร์มากนัก กระเบื้องเซรามิกถือว่าคุ้มค่าที่สุดในแง่ราคาและการกันความร้อน รองลงมาคือแกรนิตโต้แบบผิวด้าน ส่วนหินธรรมชาติต้องเลือกชนิดที่มีคุณสมบัตินำความร้อนต่ำจึงจะเหมาะกับบ้านในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย
